IUI คืออะไร การฉีดน้ำเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ สำหรับผู้มีบุตรยาก

การฉีดเชื้อผสมเทียม (IUI)

IUI (Intra Uterine Insemination) คือ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยรักษาภาวะมีบุตรยาก “ที่ไม่ได้มาจากปัจจัยด้านอายุ” ซึ่งการฉีดน้ำเชื้อถือว่าเป็นการปฏิสนธิที่ใกล้เคียงกับวิธีตามธรรมชาติมากที่สุด เพราะเป็นการฉีดน้ำเชื้อเข้าในโพรงมดลูกโดยตรงโดยอาศัยเครื่องมือทางการแพทย์ขนาดเล็กที่สอดผ่านปากมดลูก ซึ่งวิธีนี้ถือได้ว่าเป็นวิธีที่เพิ่มโอกาสอัตราการความสำเร็จของการตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี

2.IUI การฉีดน้ำเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก คืออะไร

ทำไมการฉีดน้ำเชื้อจึงได้ผลดีกว่าการตั้งครรภ์ธรรมชาติ

การฉีดเชื้อนั้นมีโอกาสสำเร็จสูงมากกว่าวิธีธรรมชาติมากถึง 5 เท่า นั่นเป็นเพราะว่า ในการปฏิสนธิตามธรรมชาตินั้น เชื้อจะต้องวิ่งเข้าไปในโพรงมดลูกเอง และส่วนใหญ่เชื้อที่อ่อนแอมักจะตายก่อนที่จะไปถึงจุดหมายส่งผลให้ไม่เกิดการตั้งครรภ์ แต่การฉีดน้ำเชื้อนี้ช่วยคัดเลือกเชื้อที่แข็งแรงที่สุดก่อน จากนั้นจะน้ำเชื้อมาฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรงทำให้เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์สำเร็จมากขึ้น

ผู้ที่เหมาะสำหรับการรักษาด้วยการฉีดน้ำเชื้อ

  • ฝ่ายหญิงที่มีอายุไม่เกิน 30 ปี ที่มีปัญหาปากมดลูกหรือคอมดลูกตีบ
  • มีภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง และ ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome: PCOS)
  • มีท่อนำไข่ที่ดีอย่างน้อย 1 ข้าง หรือ ต้องปกติทั้งสองข้าง
  • ฝ่ายชายมีน้ำเชื้อที่แข็งแรง เคลื่อนไหวรวดเร็ว และมีจำนวนต่อการหลั่ง 1 ครั้ง มากกว่า 5 ล้านตัวขึ้นไป

คนที่ไม่เหมาะกับวิธีการรักษาด้วยการฉีดน้ำเชื้อ

  • ฝ่ายหญิงที่มีอายุมากกว่า 30 ปี เนื่องจากหากมีอายุมากเกินการรักษาด้วยวิธีนี้จะสำเร็จน้อยลง
  • มีท่อนำไข่หรือปีกมดลูก มีปัญหาและไม่สามารถใช้การได้
  • ผู้ที่มีภาวะเยื่อมดลูกเจริญผิดที่
  • ฝ่ายชายมีเชื้ออ่อน เคลื่อนที่ช้า และมีจำนวนต่อการหลั่ง 1 ครั้งน้อยกว่า  1 ล้านตัว
  • ไม่สามารถหลั่งน้ำเชื้อได้

สิ่งที่ควรทำก่อนได้รับการรักษา

คู่สมรสจะต้องมีสุขภาพแข็งแรงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ไม่เครียดหรือวิตกกังวลมากเกินไป เนื่องจากจะส่งผลโดยตรงต่อฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์ และควรงดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนถึงวันเข้ารับการรักษาประมาณ 2-3 วัน

ขั้นตอนการฉีดน้ำเชื้อ

  1. เริ่มแรกแพทย์จะทำการตรวจสุขภาพร่างกายของคู่สมรสที่ต้องการทำก่อนเพื่อดูว่า มีความเหมาะสมกับวิธีนี้หรือไม่
  2. แพทย์ผู้ดูแลจะทำการกระตุ้นรังไข่ ซึ่งในขั้นตอนนี้จะอยู่ที่การวินิจฉัยของแพทย์ว่าจะใช้ปริมาณเท่าใด (คนไข้แต่ละคนอาจจะได้รับปริมาณไม่เท่ากัน) โดยจะเริ่มทำการกระตุ้นในช่วงวันที่ 3-5 ของรอบเดือนและจะทำการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องประมาณ 5 วัน เพื่อให้ไข่เจริญเติบโตเต็มที่และมีจำนวนที่มากพอ
  3. เฝ้าดูอาการและติดตามผลว่าไข่ที่รับการกระตุ้นมีขนาดที่เหมาะสมหรือไม่ โดยขนาดไข่ที่ต้องการคือ 18-20 มิลลิเมตร จากนั้นจะเริ่มการฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตกตรงเวลา ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ได้ไข่จำนวนหลายใบ ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์สูงกว่าวิธีธรรมชาติที่ไข่จะตกเพียงฟองเดียวต่อครั้ง
  4. จากนั้นจะนำการเก็บน้ำเชื้อจากฝ่ายชายด้วยวิธีการช่วยตัวเอง จากนั้นจะนำมาเข้าสู่ระบบการปั่นแยกเพื่อคัดเลือกเชื้อที่มีคุณภาพดี แข็งแรง และเคลื่อนที่ได้เร็วที่สุดในห้องปฏิบัติการ
  5. ทำการฉีดเชื้อเข้าไปโพรงมดลูกโดยอาศัยเครื่องมือทางการแพทย์ขนาดเล็ก ภายหลังการฉีดเชื่อ แพทย์ผู้ดูแลอาจจะสั่งจ่ายยาบำรุงฮอร์โมนและมดลูก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทำงานของเยื่อบุโพรงมดลูกไปทานด้วย
  6. นัดมาตรวจการตั้งครรภ์หลังการฉีดเชื้อประมาณ 2 สัปดาห์

ทำ IUI ฉีดเชื้อเพิ่มโอกาสการมีลูก ต้องเตรียมตัวอย่างไร

หลังการเข้ารับการรักษา

  • ควรนอนพักนิ่งๆ เป็นเวลา 30 นาทีก่อนกลับบ้าน
  • งดการมีเพศสัมพันธ์ในวันที่ได้รับการฉีดเชื้อประมาณ 1-2 วัน

ข้อดีของการฉีดน้ำเชื้อ

  • สามารถทำได้ง่าย สะดวก ไม่ซับซ้อน
  • ปลอดภัย
  • ค่าใช้จ่ายในการรักษาไม่สูงมากนัก
  • โอกาสตั้งครรภ์สำเร็จสูงกว่าวิธีธรรมชาติ

ข้อเสียของการฉีดน้ำเชื้อ

วิธีนี้ไม่เหมาะสำหรับฝ่ายผู้หญิงที่มีอายุเกิน 30 ปี เนื่องจากปัจจัยด้านอายุ มีผลต่อคุณภาพของไข่โดยตรง เพราะไข่ที่มีอายุมากจะทำให้เกิดการปฏิสนธิยาก จำเป็นต้องให้แพทย์ผู้ดูแลตรวจร่างกายก่อนเข้ารับการรักษา ซึ่งจากที่พบ คนไข้ที่มีอายุ 30ปีขึ้นไป มักจะมีปัญหาเรื่องของไข่ที่มีอายุมาก มีเปลือกที่แข็งและหนาเกินไปจนอสุจิไม่สามารถเจาะเข้าไปทำการปฏิสนธิได้ ซึ่งหากเกิดจากสาเหตุนี้ แนะนำให้ใช้วิธีการรักษาโดยการทำอิ๊กซี่ (ICSI) แทน

และนอกจากนี้หากคนไข้เคยเข้ารับวิธีการรักษาด้วยวิธีการฉีดน้ำเชื้อมาก่อนหน้านี้มากกว่า 4 รอบแต่ยังไม่สบผลสำเร็จ อาจหมายความว่าคู่สมรสนั้นกำลังประสบปัญหาการมีบุตรยากและจำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกายและระบบเจริญพันธุ์อื่นๆเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุและวิธีทางแก้ไขเหมาะสมที่สุดต่อไป

สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้จากการรักษาด้วยวิธีการฉีดน้ำเชื้อ 

อาการแทรกซ้อนที่พบได้จากการฉีดน้ำเชื้อ หรือ การรักษาโดยการฉีดน้ำเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก เช่น

  • เกิดภาวะ Ovarian Hyperstimulation Syndrome หรือ ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ ซึ่งเป็นอาการผิดปกติจากต่อมไร้ท่อซึ่งเกิดขึ้นได้บ่อยที่สุด ซึ่งส่งผลให้ไข่ตกยาก หรือไม่ตกเลย และเป็นสาเหตุทำให้โอกาสในการตั้งครรภ์ลดลง
  • การตั้งครรภ์แฝด หรือการตั้งครรภ์ที่มีทารกมากกว่า 2 คนขึ้นไป สาเหตุมาจากการเจริญเติบโตของไข่หลายใบเกินไป ทางการแพทย์ถือว่าเป็นครรภ์เสี่ยงที่อาจมีผลผลกระทบต่อทั้งมารดาและทารกในครรภ์
  • ความเสี่ยงในขั้นตอนอสุจิ เช่น การสลับของน้ำเชื้อของคู่สมรสที่ต่างคู่กัน โดยสามารถป้องกันได้ถ้าสถานพยาบาลนั้นๆ มีระบบคัดแยกและคัดกรองที่มีคุณภาพมากพอ ก็สามารถลดปัจจัยเสี่ยงนี้ลงได้
  • การถ่ายทอดโรคติดต่อ เช่น โรคเอดส์ (HIV) เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบัน สถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญและมีคุณภาพ จะมีวิธีการคัดกรองน้ำเชื้อที่เป็นการแยกตัวอสุจิออกจากเม็ดเลือดขาว ส่งผลให้ลดความเสี่ยงลงได้ ซึ่งจากสถิติข้อมูลการฉีดน้ำเชื้อในกรณีที่คู่สมรสที่ฝ่ายชายมีเชื้อ HIV นั้น ยังไม่พบข้อมูลว่าคู่สมรสฝ่ายหญิงเกิดการติดเชื้อ และวิธีการปฏิสนธิแบบการฉีดเชื้อนี้ก็ไม่เป็นที่แนะนำของแพทย์ หากคู่สมรสของท่านมีปัญหานี้
  • ภาวะการติดเชื้อในโพรงมดลูกที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียมีอยู่ในช่องคลอดและปากมดลูก
  • การติดเชื้อจากการฉีดอสุจิ
  • ภาวะหดรัดและเกร็งตัวของมดลูก ที่อาจเกิดจากขั้นตอนในการรักษา เช่น การใช้เครื่องมือทางการแพทย์
  • เกิดการติดเชื้อปนเปื้อนของอสุจิ อาจมีสาเหตุมาจากจัดเตรียมได้อย่างไม่เหมาะสม เพราะต้องใช้ความรู้และความสามารถของแพทย์ในระดับสูง ดังนั้นหากท่านเลือกสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางก็สามารถลดปัจจัยเสี่ยงนี้ลงได้

ข้อควรรู้ก่อนทำการตัดสินใจทำ IUI 

ถึงแม้ว่าอัตราเฉลี่ยความสำเร็จของการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธีการฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก จะมีโอกาสสำเร็จสูง แต่วิธีนี้ก็เหมาะกับคนไข้บางกลุ่มเท่านั้น ยิ่งคนไข้มีอายุมากขึ้น โอกาสที่จะใช้วิธีนี้แล้วสำเร็จจะยิ่งลดลง

นอกจากนี้ โอกาสการตั้งครรภ์สำเร็จอาจไม่เท่ากันทุกคู่ เนื่องจากความสำเร็จหรือไม่สำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุของไข่ จำนวนไข่ที่ต้องมีความสมบูรณ์มากเพียงพอที่จะก่อให้เกิดการปฏิสนธิ ระดับความแข็งแรงและความเข้มข้นของอสุจิที่ใช้ฉีดเข้าไป และปัจจัยความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกของฝ่ายหญิงที่ต้องมีความสมบูรณ์มากพอเพื่อรองรับการฝังตัวอ่อน ซึ่งหากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่เพียงพอ ก็ล้วนส่งผลต่อโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จได้ทั้งสิ้น


บทความอื่นที่น่าสนใจ


แพทย์ผู้เขียน

แพทย์ผู้เขียน


นพ.ธิติกรณ์ วาณิชย์กุล

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูตินรีเวชศาสตร์


นพ.ธิติกรณ์ วาณิชย์กุล

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูตินรีเวชศาสตร์